suk suk film

รีวิวหนัง: Suk Suk (Twilight’s Kiss)

เขียนโดย:

Paisarn Likhitpreechakul

Paisarn Likhitpreechakul

แบ่งปัน:

Share on facebook
Share on twitter
Share on whatsapp
Share on linkedin

โฆษณา

โดย ไพศาล ลิขิตปรีชากุล

หนังบางเรื่องทำให้เราจุกได้อย่างไม่คาดคิด Suk Suk (2019) หรืออีกชื่อหนึ่ง Twilight’s Kiss ในชื่อภาคภาษาไทยว่า “ซุกที่เขาสุขที่ใจ” ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ในโลกปัจจุบันที่เรื่องการบุลลี่ การเปิดเผยตัวตน และสมรสเท่าเทียมกลายเป็นประเด็นที่พูดคุยกันทั่วไปในสังคมเกย์ทั่วเอเชีย แต่เกาะฮ่องกงที่ Pak อายุ 70 และ Hoi อายุ 65 ในหนังเรื่องนี้อาศัยอยู่เหมือนจะเป็นโลกอีกใบหนึ่ง ที่เกย์เอเชียรุ่นใหม่คุ้นเคย แต่พยายามแยกออกจากชีวิตของส่วนตัวหรือไม่ก็หันหลังให้โดยสิ้นเชิง

เพราะโลกใบนั้นเป็นโลกที่ความสัมพันธ์ของครอบครัว หน้าที่ และการเสียสละสำคัญกว่าความสุขของทุกคนในครอบครัว รวมกัน และลูกชายลูกสาวทุกคนถูกคาดหวังให้แต่งงานผลิตลูกหลานสืบวงศ์ตระกูล กฎที่ไม่ต้องเขียนเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของ LGBT ชาวเอเชียแตกต่างกับโลก LGBT ในตะวันตก

Ray Yeung ผู้กำกับฯ ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือOral Histories of Older Gay Men in Hong Kong (ประวัติศาสตร์ปากต่อปากของเกย์สูงวัยในฮ่องกง) โดย Travis Kwong และได้บรรจงเล่าเรื่องราวละเอียดอ่อนของ “ลุง” สองคน (Suk ในภาษากวางตุ้งแปลว่าลุง) ที่ได้มาเจอกันในยามสนธยาของชีวิตเมื่อเป็นปู่เป็นตาคนแล้ว ทั้งสองเป็นคน “รุ่นสูญหาย” ที่มัวยุ่งอยู่กับการทำงานหาเลี้ยงครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ดี จนไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตของตนอย่างแท้จริง

แต่เมื่อมาถึงจุดที่เป็นอิสระมากขึ้นกลับรู้สึกสับสนหลงทาง สำหรับพวกเขาแล้ว ประเด็นอย่างเช่นการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเยี่ยมกรายเข้ามาในหัว แม้แต่เรื่องบ้านพักเกย์ชราที่นักกิจกรรม LGBT รุ่นใหม่เสนอยังฟังดูประหลาด ในขณะที่พวกเขาถูกขบวนสิทธิ LGBT และโลกออนไลน์ทิ้งไว้เบื้องหลัง ความสุขชั่วแล่นอย่างเดียวที่พอจะมีได้ก็หาได้แค่ในสวนสาธารณะกับห้องน้ำสาธารณะเท่านั้น

Pak และ Hoi พบกันหลังจากแต่งงานอย่างไร้รักมาหลายสิบปี แถม Hoi ยังอยู่อย่างเดียวดายหลังเมียตายไป การพบรักครั้งแรกนี้กลับเป็นเหมือนทั้งพรจากสวรรค์และคำสาปไปพร้อมกัน เพราะแม้ว่าทั้งคู่จะมีความสุขจากความใกล้ชิดและไออุ่นของกันและกัน แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ใครรู้ ด้วยความกลัวว่ามันจะไปทำลายครอบครัวที่ตัวเองสร้างมาชั่วชีวิตให้แหลกสลายลง แม้จะมีเวลาชั่วขณะที่จำทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหมือนคู่รักทั่วไป เช่น ไปจ่ายตลาดด้วยกัน แต่สถานที่เดียวที่พวกเขามีความเป็นส่วนตัวได้ คือซาวน่าเกย์ ที่ซึ่งคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเป็นคนกลุ่มเดียวที่พวกเขาเปิดเผยความสัมพันธ์ฉันท์คู่รักได้โดยไม่ถูกตัดสิน

ในงานเลี้ยงแต่งงานลูกสาวของ Pak เราอาจเดาได้ว่าสาเหตุที่ Pak ยินดีจ่ายค่าเงินแทนลูกเขยตกยากที่แม่ยายไม่ชอบหน้า ก็เพราะแอบหวังให้ลูกสาวได้แต่งงานมีความสุขกับคนที่รักในแบบที่ตัว Pak เองไม่มีโอกาสมาก่อน คงมีแค่คนเดียวที่รู้ถึงความรู้สึกนี้ได้ คือ Hoi ที่ถูกแนะนำว่าเป็นเป็นเพื่อนเก่า และนั่งมอง Pak จากอีกมุมหนึ่งของห้องด้วยดวงตาเศร้าสร้อย ฉากงานเลี้ยงที่ทั้งสองคนแกล้งทำเหมือนเป็นแค่เพื่อนกันต่อหน้าครอบครัวทำให้ย้อนนึกถึงWedding Banquet (1993) ภาพยนตร์แนวตลกดราม่าของผู้กำกับอั้งลี่

The Wedding Banquet (1993)

ในตอนท้ายของหนัง ทั้งสองนั่งคู่กันบนม้านั่งหันมองไปยังช่องแคบที่คั่นระหว่างเกาะฮ่องกงกับเกาลูน Pak เล่าให้ Hoi เรื่องเพื่อนสมัยเด็กที่จมน้ำตายตอนที่ว่ายน้ำข้ามมาจากเมืองจีนด้วยกัน ภาพความเวิ้งว้างบนจอเป็นเหมือนอุปมาของความรู้สึกภายในใจของทั้งสองคน Pak เหม่อมองออกไปในท้องทะเล ราวกับกำลังครุ่นคิดว่าตัวเองจะข้ามเวิ้งทะเลที่อยู่ระหว่างเขากับ Hoi ได้สำเร็จ หรือว่าจะจมลงสู่ก้นทะเลเพราะถูกถ่วงด้วยน้ำหนักอันมหาศาลของทางเลือกที่ต้องตัดสินใจในไม่ช้า…

หลังหนังจบและเครดิตขึ้น ผมเดินออกจากโรงหนังด้วยความรู้สึกเหมือนโดนต่อยท้อง เปล่าหรอก ผมไม่ได้รู้สึกว่าอนาคตตัวเองจะตกอยู่ในสถานนะการณ์เดียวกันกับ Pak และ Hoi เพราะคนรุ่นเราโชคดีที่ได้เห็นกำแพงแห่งอคติพังทลายลงไปรอบตัวเรา

แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมตระหนักว่าเรารู้เรื่องราวการต่อสู้ของ LGBT รอบตัวเราเพียงน้อยนิด และประวัติศาสตร์เหล่านี้แทบไม่มี บันทึกเหลือไว้เลย พวกเราส่วนใหญ่น่าจะรู้เกี่ยวกับการประท้วงสโตนวอลอย่างละเอียดหลายเท่ามากกว่าชีวิตเกย์ในประเทศเราเองเมื่อ 50 ปีก่อน

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ตอนที่ผมนึกได้ว่า ผมแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความคิดจิตใจของพ่อแม่ที่ทำหน้าที่ต่อครอบครัวจนครบถ้วนสมบูรณ์โดยไม่เคยปริปากเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ไม่ต่างกับพ่อแม่ชาวเอเชียส่วนใหญ่ รู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจเมื่อคิดว่าตัวเองไม่เคยนึกถึงความเสียสละที่พ่อแม่เคยทำให้เรา ในหนัง ลูกชายของ Pak บอกพ่อว่า “ขอให้มีความสุขกับชีวิตในตอนที่ยังทำได้นะ” ผมก็อยากบอกพ่อแม่ว่า “มีความสุขอย่างไหนก็ขอให้ทำตามใจนะ”

Suk Suk จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวความรักของเกย์สูงวัยสองคน แต่เป็นสิ่งเตือนความจำที่หวานและขมขื่นให้เราระลึกถึง “ครอบครัว” ที่เรารัก และราคาที่เราต้องจ่าย อย่าลืมชมภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้ที่ไหนก็ตามที่มีโอกาส.

ผู้เขียนคนเดียวกัน

รับการอัปเดตล่าสุด

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

ไม่มีสแปม แจ้งเตือนเฉพาะบทความใหม่

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง